เปิดนิยามมอง "ความยั่งยืน" ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่สำคัญถึงความรอดของมนุษย์
เจาะลึกความหมายพร้อมมอง "ความยั่งยืน" ที่ไม่ใช่แค่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่เป็นหัวใจสำคัญของความรอดของมนุษยชาติ หลังทั่วโลกวางแผนพัฒนายาวถึงปี 2030
ความยั่งยืน หรือ Sustainability แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ถูกให้ความสำคัญสำหรับหลายภาคส่วนในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นสิ่งที่ถูกมองว่าจะทำให้โลก สิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของเราดีขึ้นในอนาคต ผ่านข้อตกลงร่วมกันในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ทั้งหมด 17 ประการ ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2016 ซึ่งวางเป้าหมายยาวมาถึงปี 2030 หรือเรียกได้ว่าเป็นวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030
อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจมองว่าความยั่งยืนเป็นเรื่องนามธรรม หรือยังไม่เห็นภาพชัดเจนนักว่าแท้จริงแล้วความยั่งยืนคืออะไรกันแน่
บรรลุนิยาม "ความยั่งยืน" ผ่าน "ธัมมจักกัปปะวัตนะสูตร"
5 กันยายน 2567 ในงาน Sustrends 2025 พระพรหมศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิลมาน ธมุมสากิโย) เจ้าคณะภาค 6 - 7 (ธรรมยุต) และผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร อธิบายเกี่ยวกับความยั่งยืนว่า จริง ๆ แล้วความยั่งยืนไม่ใช่การอยู่นาน ไม่มีความเปลี่ยนแปลง อยู่คงทนถาวร
ความยั่งยืนจริง ๆ แล้วมาจากคำว่า ธัมมจักกัปปะวัตนะ คำว่า sustain มาจากคำว่า tenere ในภาษาละติน แปลว่า สภาพที่ทรงไว้ ซึ่งเป็นความหมายเดียวกันกับรากศัพท์ของคำในภาษาบาลี-สันสกฤตคำหนึ่งที่แปลว่า ธรรมะ เพราะฉะนั้นธรรม หรือ ธรรมะ ก็คือสภาพที่ทรงไว้ ซึ่งคำว่าธรรมะในหลายประเทศนั้นมีความหมายเดียวกัน เพียงแต่ของไทยอาจแตกต่างออกไป เนื่องด้วยแนวคิดที่ว่าไม่มีสิ่งใดคงทนยั่งยืน
จึงอาศัยคำว่า จักกะ คือการพัฒนา ที่ต้องเริ่มต้นขึ้นจากตนเอง แล้วจึงขยายไปยังเศรษฐกิจ สังคม และโลก ส่วนคำว่า ปวัตนะ คือความเป็นไป อาการที่เป็นไป คือต้องพัฒนาต่อด้วยการลงมือสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น
ดังนั้น คำว่า ธัมมจักกัปปะวัตนะ หรือ ความยั่งยืน ก็คือแนวทางการปฏิบัติที่ทำให้เกิดการพัฒนาโลกในสภาพที่ทรงไว้ ซึ่งดำเนินการทรงไว้อย่างน้อย 3 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านการรวมความเป็นผู้คนไม่มีความแบ่งแยก และด้านการรักษ์โลก หรือในทางธรรมคือสัจธรรม ความเป็นจริง ความสมบูรณ์ที่เรียกว่าธรรมะ จะต้องสามารถดำเนินไปข้างหน้าได้ ตามกระบวนการต่าง ๆ
อย่าลืมว่าเราไม่ใช่เจ้าของโลก เราเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่อาศัยซึ่งกันและกัน ถ้าเราทำลายโลกด้านใดด้านหนึ่ง เท่ากับเราทำลายตัวของเราเอง
เปิดโผ 30 ชื่อลุ้น "บัลลงดอร์" 2024 ไร้ เมสซี่-โรนัลโด้
สิ่งสำคัญที่ผลักดันให้เกิด "ความยั่งยืน"
ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ข้อตกลงร่วมกันด้านความยั่งยืน หรือ SDGs ทั้งหมด 17 ประการที่มีการวางแผนถึงปี 2030 นั้น มีส่วนหนึ่งที่ระบุถึงแผนความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งเป็นการดำเนินกิจกรรม โครงการ หรือกิจกรรมขององค์กร หน่วยงาน หรือระดับประเทศ ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
ปัจจุบัน มีชาติสมาชิกสหประชาชาติ (UN) ที่สามารถบรรลุแผนดังกล่าวได้ในเวลาอันสั้นไม่ถึง 10% เท่านั้น ในขณะที่ 90% ยังต้องใช้เวลาอีกนาน
ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับความยั่งยืนคือ "ทุนมนุษย์" ปัญญามนุษย์นั้นเหนือปัญญาประดิษฐ์ กล่าวคือ รู้ตัวว่าการตัดสินใจของเราในตอนนี้จะส่งผลอย่างไรต่ออนาคต และจะมีการยับยั้งชั่งใจได้อย่างไร ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยขาดปัญญาของคน ไม่ได้ขาดคน
ดังนั้นเราต้องมีความรู้เรื่อง อากาศ น้ำ และอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์ เพื่อให้เราสามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้วในปัจจุบัน ให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้หลังปี 2030 เป็นต้นไป
ขณะที่ ดร.เสรี นนทสูติ กรรมการสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เผยว่า ESG หรือแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล คือนโยบายที่มีความสำคัญสำหรับความยั่งยืน ใช้อย่างแพร่หลายเมื่อ 5 ปีที่แล้ว และอยู่ที่ความสมัครใจของแต่ละองค์กรว่าจะเปิดเผยนโยบายเพื่อความยั่งยืนทั้ง 3 หรือไม่
ทว่าเรื่องนี้ถูกผลักดันให้เป็น "ESG 2.0" หรือ "ความยั่งยืนโลกยุคใหม่" ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำ ไม่ใช่สิ่งที่เราเลือกทำอีกต่อไป ซึ่ง ESG 2.0 นี้คือการที่นอกจากเราต้องทำแล้ว เราต้องดูด้วยว่าคู่ค้าทางธุรกิจของเราเองก็ต้องนำ ESG มาใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดนโยบายชี้วัดของบริษัทเพื่อให้ตอบโจทย์ในด้านความยั่งยืน
ด้าน ดร.เพชร มโนปวิตร เลขาธิการมูลนิธิโลกสีเขียวและนายกสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย เผยว่า สิ่งสำคัญที่ผลักดันให้เกิดความยั่งยืนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ คือ "กฎหมาย" โดยได้พูดถึงกฎหมาย 3 ฉบับจากอังกฤษ สหภาพยุโรป และออสเตรเลีย
กฎหมายฉบับแรก คือ Biodiversity Net Gain กฎหมายสิ่งแวดล้อมของอังกฤษ ที่ต้องทำให้ธรรมชาติดีขึ้นกว่าเดิมจากตัวชี้วัดทางวิทยาศาสตร์ ทุกธุรกิจที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจะถูกนำกฎหมายนี้เข้ามาบังคับใช้ และนอกจากเชิงธุรกิจแล้ว กฎหมายนี้ยังทำให้เจ้าของที่ดินที่เป็นบุคคลต้องชดเชยกลับคืนธรรมชาติด้วย และยังส่งผลให้เกิดงานสีเขียว หรือ Green Jobs ขึ้นมากมาย เพราะทุกธุรกิจจำเป็นต้องชดเชยสิ่งแวดล้อม
กฎหมายฉบับที่ 2 คือ Nature Repair กฎหมายสิ่งแวดล้อมของออสเตรเลีย แม้ว่าออสเตรเลียจะเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง แต่กลับเผชิญวิกฤตปัญหาการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด ซึ่งกฎหมายดังกล่าวใช้เวลาผลักดันจนสำเร็จโดยใช้เวลาเพียง 10 เดือน และสร้างแรงจูงใจให้ทั้ง NGO ธุรกิจ และการเกษตร หันมาทำงานอนุรักษ์ ซึ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกที่สามารถชี้วัดได้
และกฎหมายฉบับที่ 3 Nature Restoration Law กฎหมายสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป ซึ่งกำหนดละเอียดมาก เช่น การฟื้นฟูพื้นที่ระบบนิเวศทางบกและทะเลของสหภาพยุโรปให้ได้อย่างน้อย 20% ภายในปี 2030 หรือการทำให้แม่น้ำในระยะ 20,000 กม. ไหลอย่างอิสระ ทำให้มีการรื้อเขื่อนจำนวนมาก และกลับไปศึกษาธรรมชาติอย่างเข้าใจมากขึ้น
ดร.เพชร เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยเป็นไปได้แน่นอน เนื่องจากกฏหมายบางตัว แม้จะเป็นของต่างประเทศ แต่ก็ใช้เวลาในการผลักดันไม่นาน
มอง "ความยั่งยืน" หลังปี 2030 เราจะได้อะไร?
ผศ.ชล บุนนาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยว่า หากดูสัดส่วนการบรรลุเป้าหมาย SDGs ในปัจจุบันแล้ว อาจไม่สำเร็จในปี 2030 แต่ถึงกระนั้น โลกยังควรทำเรื่อง SDGs ต่อไป เนื่องจากเพราะนอกจากจะทำให้มนุษย์มีชีวิตที่ดีแล้ว ยังทำให้โลกสามารถคงอยู่ได้ หรือเรียกได้ว่าทำต่อเพื่อความรอดของมนุษยชาติ
ผศ.ชล บุนนาค เชื่อว่า โลกเรายังมีความหวัง แม้หลายปีที่ผ่านมาจะเกิดเหตุการณ์โรคระบาด ความขัดแย้งทางการเมืองทั้งในและต่างประเทศ จนทำให้การบรรลุ SDGs เกิดความล่าช้า แต่ก็ยังสามารถไปต่อได้ โดยนำเป้าหมาย SDGs มาอัปเดต ให้นำเรื่องที่บรรลุแล้วออก และเพิ่มเรื่องภัยคุกคามของ AI สันติภาพ และการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ให้สอดคล้องกับการประชุมรัฐภาคี
อีกทั้งการวางแผนนโยบายขับเคลื่อนโลกปัจจุบัน โดยคิดถึงคนรุ่นหลัง ให้รองรับความเสี่ยงในอนาคตมากขึ้น รวมถึงการออกแบบกรอบของ SDGs ใหม่ให้เป็นระบบ ก็สามารถช่วยให้เราบรรลุ SDGs ได้
อย่างไรก็ตาม ความยั่งยืนต้องใช้เงิน ทั้งรัฐและเอกชนต้องมีการสนับสนุนเรื่องนี้ นอกจากนี้ การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนและภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมก็สำคัญ ต้องทำให้เกิดกลไกการรับผิด รัฐต้องขับเคลื่อนอย่างจริงจัง โดยการส่งเสริมศักยภาพให้หน่วยงานรัฐเองด้วย
5 เรื่องเร่งด่วน ทั่วโลกเตรียมเสนอแผนสร้างความยั่งยืน
พินทุ์สุดา ชัยนาม อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ เผยว่า ในวันที่ 22 - 23 กันยายนนี้ จะมีการประชุม Summit of the Future 2024 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นงานที่ผู้นำจากหลายภาคส่วนมาร่วมพูดคุยพร้อมวางแผนเพื่อให้บรรลุ SDGs ทันปี 2030 เนื่องจากมีไม่กี่ประเทศทั่วโลกที่สามารถบรรลุแผน SDGs ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในขณะที่อีกหลายประเทศยังห่างไกล โดยการประชุมในครั้งนี้ จะมีการพูดคุยกันถึง 5 ประเด็นเร่งด่วน ได้แก่
- การพัฒนาที่ยั่งยืนและการระดมทุนเพื่อพัฒนา
- สันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ
- ความสำคัญของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม
- เยาวชนและอนุชนรุ่นหลัง
- ธรรมาภิบาลของโลก
โดยผู้ที่เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้จะร่วมลงนามในสนธิสัญญา Pack of the Future ทั้งหมด 60 ข้อ ที่มุ่งเน้นในเรื่องผลลัพธ์ความยั่งยืนที่เป็นไปได้ ผ่านการกำหนดให้แต่ละประเทศปฏิบัติภายใต้ขอบเขตเดียวกัน และต้องขับเคลื่อนประเด็นเร่งด่วนทั้ง 5 ประเด็นให้เป็นรูปธรรม
สำหรับประเทศไทย ตัวอย่างประเด็นสำคัญที่สามารถบรรลุได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คือ การส่งเสริมการศึกษาที่มีคุณภาพ และการกำจัดความยากจน ซึ่งการดำเนินการต่าง ๆ จะเป็นคุณประโยชน์กับไทยและประเทศกำลังพัฒนารวมถึงอาจมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญาให้กับชาติต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุ SDGs ได้ภายในปี 2030
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB